| SenTimEntaL's profilePouR's Space™PhotosBlogLists | Help |
ยามเหงากับคนที่อยู่ในใจตลอดมาเวลาที่อยู่คนเดียวมักจะชอบถึงเรื่องในอดีตที่อยากจะกลับไปแก้ไข แล้วก็มีอยู่เรื่องนึงที่จะต้องนึกถึงตลอดเมื่อสมัยยังอยู่ม.ปลาย ตอนนั้นจะมีคนอยู่คนนึงที่จะอยู่เคียงข้างเราอยู่เสมอไม่ว่าเราจะทำอะไร เรียน เล่น ทำงาน เที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง หรือแม้แต่เวลานอน ก็จะเหมือนมีเค้าอยู่ข้างๆเสมอเลย นึกๆไปแล้วมันก็...มีความสุขมากจริงๆ แม้ว่าจะมีทะเลาะ งอน กันบ้างแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเราเปลี่ยนแปลงไปเลย ทุกๆวันจะต้องเป็นวันที่มีความสุขร่วมกันอย่างน้อยๆก็อย่างนึง ยังจำได้รึป่าว? เวลาที่เราคิดจะทำอะไรหรืออยากทำอะไรก็จะมีเค้าคอยสนับสนุน คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เค้าเป็นทั้งเพื่อนคู่คิด และแฟนที่วิเศษสุด แต่ด้วยวัยของเราที่ยังเด็กเกินไปที่จะรับรู้ได้ถึงความรักที่มากมายที่เค้ามีให้ มันทำให้เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการให้ความรักกับเค้ากลับคืนไป จนกระทั่ง...เราสองคนต้องแยกกันอยู่ห่างกันไกลแสนไกล และด้วยวัยของเรานี่แหละที่ทำให้เราไม่รู้ว่าจะรักษาเค้าไว้ได้ยังไงในขณะที่ตัวอยู่ห่างกัน ในขณะที่เค้ายังอยู่กับเรา ถ้ารู้ว่าจะมีวันนั้น วันที่เค้าจากไป...ไม่ไหว...ไม่สามารถจะเขียนอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว ตอนนี้แค่อยากจะบอกส้มว่า "ส้มจะอยู่ในใจโก้ตลอดไปนะ แม้ว่าส้มจะไม่มีวันหวนคืนกลับมาแล้วก็ตาม" โง่แล้วอวดฉลาดสืบเนื่องจากเมื่อกี๊นี้อ่านคอมเมนท์อันนึงจาก Entry นี้ที่แจก Photoshop CS2 พร้อม Crack http://pourboire.spaces.live.com/blog/cns!E380E0F17AF2445!998.entry แล้วมันจี๊ดจริงๆให้ตายเหอะเจอคนพิมพ์มาแบบนี้แล้วรับไม่ได้จริงว่ะ
ไม่ต้องกดเข้าไปดูสเปซมันหรอกนะครับ เน่า + เกรียน แต่อยากเห็นหน้ามันจริงๆ ช่างเหอะขอแก้ข้อกล่าวหาก่อน มันหาว่าไฟล์ Crack มี Trojan
การทำงานของ Computerนี่เป็นการทำงานของคอมพ์ตั้งแต่เปิดเครื่องเลยทีเดียว ค่อนข้างละเอียดมาก คงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยๆก็จะได้รู้ว่าคอมพ์ที่เราใช้ๆกันอยู่เนี่ย มันมีการทำงานที่ซับซ้อนมากเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่ามนุษย์เราคิดมันขึ้นมาได้ไงเนอะ ต้องอาศัยเวลาและความรู้มากมายเลยทีเดียว น่าทึ่งชะมัดอะ O_o! Step
1. เมื่อคุณ กดปุ่มเปิดเครื่อง ทั้งบนตัวเครื่อง PC และจอภาพนั่นหมายความว่าคุณกำลังปล่อยให้กำลังไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่ระบบ และเริ่มต้นการทำงานของ PC ของคุณ
2. ที่หน้าจอ คุณจะเห็นซอฟต์แวร์ BIOS กำลัง Run โปรแกรมต่างๆเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงของการทดสอบแรกเริ่มที่เรียกว่า power-on self-test ( POST ) ซึ่งโดยปกติแล้วคุณจะเห็นตัว BIOS แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับขนาดของ Memory, ความเร็ว CPU หรือขนาดของฮาร์ดดิสก์ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จากนั้นในระหว่างที่บูทเครื่องนี้ ตัว BIOS ก็จะเตรียมการทำงาน และชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่อง ให้พร้อมรับการทำงาน ดังนี้ • BIOS จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า Video Card ทำงานอย่างไร ในขั้นตอนแรก เพื่อให้สามารถ แสดงผลได้ เมื่อแรกเปิดเครื่อง ซึ่งตามปกติแล้ว ที่ตัว Video Card ( หรือ Graphic Card ) ก็จะมี BIOS ของมันเพื่อควบคุม การทำงานของ Graphic Processor และ น่วยความจำที่ติดตั้งอยู่บน Card ด้วย แต่ถ้าเป็นการ์ดแบบที่รวมอยู่บน Chipset ก็จะอาศัยข้อมูลที่อยู่ใน ROM เพื่อทำการตั้งค่า BIOS • ตัว BIOS จะทำการตรวจสอบ การทำงานของ RAM ตั้งแต่ ขนาด ความเร็ว และประสิทธิภาพ จากนั้นก็จะตรวจหา ตัว Input / Output, Drive CD, Harddisk, Floppy Disk ซึ่งหากพบปัญหาเกิดขึ้นมันจะมีเสียงสัญญาณดัง และแสดงปัญหาขึ้นมาที่หน้าจอของคุณ • เมื่อเตรียมพร้อม และทดสอบอุปกรณ์ต่างๆว่าพร้อมทำงานเรียบร้อยแล้ว ตัว BIOS จะเตรียมระบบเข้าสู่ bootstrap loader เพื่อเตรียมพร้อมระบบปฏิบัติการให้ทำงานต่อไป 3. The bootstrap loader จะทำการโหลดข้อมูล ของระบบปฏิบัติการมาไว้บน RAM เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับประมวลผล โดย CPU จากนั้น จะเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมเครื่องมือการทำงานต่างๆให้พร้อมตั้งแต่
• Processor management - เป็นตัวควบคุม จัดการการทำงานของ CPU • Memory management - เป็นการจัดการระบบไหลเวียนข้อมูล ระหว่างหน่วยความจำหลัก, หน่วยความจำเสมือนกับฮาร์ดดิสก์ และ หน่วยความจำ Cache บน CPU • Device management - เตรียมพร้อมการต่อเชื่อมต่างๆให้พร้อมสำหรับการทำงานตั้งแต่ Printer, Scanner หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ • Storage management - เตรียมการทำงานของฮาร์ดดิสก์ให้พร้อมรับสำหรับการเขียนอ่านข้อมูล • Application Interface - เตรียมพร้อมให้ระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมต่างๆสามารถสื่อสารร่วมกันได้ • User Interface - เตรียม Interface ของระบบปฏิบัติการให้พร้อมสำหรับการใช้งาน 4. เมื่อ ระบบปฏิบัติการพร้อมสำหรับการใช้งาน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของคุณในการเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆที่ต้องการ ผ่านการป้อนข้อมูลโดยเม้าส์และคีย์บอร์ด 5. เมื่อเรียกใช้งานโปรแกรมระบบปฏิบัติการ จะเรียกข้อมูลมาจากฮาร์ดดิสก์มาเตรียมที่ RAM เพื่อรองรับการทำงานคู่ไปกับ CPU และในทางกลับกัน เมื่อคุณต้องทำการบันทึกก็จะทำการย้อนการกระทำจาก RAM มาบันทึกลงฮาร์ดดิสก์ สำหรับในบางครั้งที่โปรแกรมหรือไฟล์มีขนาดใหญ่มากๆ โดยที่ RAM ของคุณไม่สามารถรองรับได้ ระบบปฏิบัติการก็จะสร้างหน่วยความจำเสมือน โดยอาศัยพื้นที่บางส่วนบนฮาร์ดดิสก์เพื่อรองรับการทำงานในกรณีนี้ 6. เมื่อคุณต้องการเลิกใช้งานก็คลิกที่ Start และเลือก Shut Down เพื่อปิด PC ซึ่งระบบปฏิบัติการจะทำการตรวจสอบการทำงานทั้งหมดเพื่อปิดโปรแกรมต่างๆ และพร้อมสำหรับการปิดเครื่อง จากนั้นเครื่องก็จะปิดลงอัตโนมัติซึ่งก็รวมไปถึงการตัดไฟออกจากระบบด้วย คำสั่ง DOS (DOS Commands)คำสั่ง : Format
คำอธิบาย : เป็นคำสั่งที่สำคัญ ใช้ในการจัดเรียงแทรกเซ็กเตอร์ สร้างและแบ่งพื้นที่สำหรับจัดเก็บไฟล์ หากมีข้อมูลอยู่ในดิสก์ แล้วนำมาฟอร์แมต จะทำให้หายไปสิ้น ฉะนั้นควรระวังเป็นอย่างมากในการใช้คำสั่งนี้ รูปแบบคำสั่ง : format ไดรฟ์เช่น C: D: A: /s /q /u ตัวอย่างคำสั่ง : fotmat c:/s /u /q อธิบายออปชั่น : /s = ทำให้ไดรฟ์ที่เราฟอร์แมตนั้นมีไฟล์ระบบที่สามารถบูตเครื่องอยู่ด้วย /q = ทำการฟอร์แมตแบบรวดเร็ว การใช้ออปชั่นนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อไดรฟ์นั้นเคยถูกฟอร์แมตมาแล้ว /u = เป็นการยกเลิกฟอร์แมตแบบ "sefe format" ทำให้การฟอร์แมตเร็วขึ้นกว่าเดิม เพิ่มเติม : หลังการฟอร์แมตแล้ว เราต้องใช้ชื่อไดรฟ์ที่เราฟอร์แมต ซึ่งจะสามารถใส่ได้ไม่เกินกว่า 11 ตัวอักษร สั่ง : Xcopy คำอธิบาย : เป็นคำสั่งที่ขยายความสามารถของคำสั่ง copy ธรรมดา โดยคำสั่งนี้เราสามารถก๊อปปี้ไฟล์ในโฟล์เดอร์ได้ที้หมด คำสั่งนี้จะใช้ในกรณีที่เราต้องการก๊อปปี้ไฟล์จำนวนมากๆ และไม่ต้องการเปลี่ยนหรือย้ายตำแหน่งย่อยของไฟล์นั้น ๆ รูปแบบคำสั่ง : xcopy ไดรฟ์ต้นฉบับเช่น C: D: A: /โฟล์เดอร์ที่ต้องการย้าย เคาะหนึ่งครั้งแล้วพิมพ์ไดรฟ์เป้าหมายเช่น C: D: A: /โฟล์เดอร์เป้าหมายที่ต้องการย้ายไม่จำเป็นว่าต้องมีอยู่แล้ว /s /e /v /w ตัวอย่างคำสั่ง : xcopy c:\pos a:\mov /s /e /v /w อธิบายออปชั่น : /s = ก๊อปปี้ทั้งโฟล์เดอร์หลัก และโฟล์เดอร์ย่อยทั้งหมดไปยังเป้าหมาย /e = ก๊อปปี้โฟล์เดอร์ที่ว่างไม่มีไฟล์อะไรอยู่ไปด้วย / v = ตรวจสอบข้อมูลด้วยว่าถูกต้องหรือไม่ / w = หยุดเพื่อกดปุ่มใดๆ ก่อนที่จะมีการทำงานต่อไป เพิ่มเติม : ถ้าปลายทางของการก๊อปปี้เป็นโฟล์เดอร์ที่ยังไม่ได้สร้างขึ้นมา จะมีคำถามขึ้นมาว่าจะให้สร้างเป็นไฟล์ หรือสร้างเป็น โฟล์เดอร์ ซึ่งแนะนำให้กด D เพราะถ้ากด F คำสั่ง : Deltree คำอธิบาย : คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่ใช้กันบ่อยเหมือนกันครับ คำสั่งนี้จะเป็นการสั่งให้ลบโฟล์เดอร์ที่เรากำหนด ซึ่งหากมีไฟล์อยู่ในโฟล์เดอร์ หรือแม้แต่ซับย่อยโฟล์เดอร์ก็จะถูกลบไปหมดครับ รูปแบบคำสั่ง : deltree โฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่ต้องการลบ ตัวอย่างคำสั่ง : deltree windows อธิบายออปชั่น : หลังจากสั่งลบคำสั่งนี้จะขึ้นข้อความว่า เราแน่ใจที่จะลบหรือไม่ ถ้าแน่ใจก็กด y ถ้าเปลี่ยนใจไม่ลบ ก็กด N ครับ เพิ่มเติม : การสั่งลบด้วยคำสั่งนี้ แม้แต่ไฟล์ที่ถูกซ่อนจะไม่รอดพ้นไปได้ ฉะนั้นควรระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้งาน คำสั่ง : Move คำอธิบาย : คำสั่งนี้เป็นคำสั่งใช้ในการเคลื่อนย้ายไฟล์จากไดรฟ์ โฟล์เดอร์หนึ่ง ไปยังไดรฟ์โฟล์เดอร์อีกที่หนึ่ง การเคลื่อนย้ายนี้สามารถ กำหนดได้ว่าจะเคลื่อนย้ายไปทั้งหมด หรือไปที่ละไฟล์ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังเปลี่ยนชื่อไฟล์ขณะที่ย้ายได้ด้วย รูปแบบคำสั่ง : Move ไดรฟ์ต้นฉบับเช่น C: D: A: ตามด้วยโฟล์เดอร์ หรือไฟล์ที่ต้องการย้าย ไปยังเป้าหมาย ที่กำหนด ตัวอย่างคำสั่ง : move C:\windows C:\win อธิบายออปชั่น : ถ้าต้องการย้ายไฟล์ในโฟล์เดอร์ ก็ให้พิมพ์ชื่อไฟล์ต่อท้าย เช่น C:\windows\win.exe เพิ่มเติม : คำสั่งนี้ใช้ในกรณีที่เราจะลงวินโดวส์ใหม่แต่ยังไม่แน่ใจว่า ของตัวเก่ามีอะไรที่ยังต้องใช้อยู่บ้าง ก็ให้ใช้ วิธีนี้ครับ ถ้าแน่ใจว่าตัวเก่าไม่มีอะไรเหลืออยู่ให้ต้องใช้ แล้วก็ลบ ได้เลย คำสั่ง : Attrib คำอธิบาย : คำสั่งนี้ ใช้สำหรับกำหนดคุณสมบัติให้ไฟล์ว่าสามารถทำอะไรกับไฟล์ได้บ้าง เช่น h คือซ่อนไฟล์ รูปแบบคำสั่ง : attrib +r +h +a +s ตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการกำหนดคุณสมบัติ ตัวอย่างคำสั่ง : move +r +h jojo.txt อธิบายออปชั่น : คำสั่งจะมีการกำหนดสถานะของไฟล์อยู่ 4 แบบด้วยกันคือ +r สำหรับกำหนดให้ไฟล์สามารถอ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถทำการลบ หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ได้ +h สำหรับกำหนดให้ไฟล์สามารถซ่อนตัวจากการมองเห็นได้ +a สำหรับกำหนดเพื่อแสดงให้รู้ว่าไฟล์นั้นๆ เป็นไฟล์ที่กำหนดคุณสมบัติ โดยโปรแกรม +s สำหรับกำหนดเพื่อแสดงให้รู้ว่า ไฟล์นี้เป็นไฟล์ของระบบ เพิ่มเติม : ถ้าต้องการให้สถานะของไฟล์กลับคืนหรือหายไป ให้ทำการใช้คำสั่งซ้ำอีกครั้งหนึ่งแต่ใช้ลบ เช่น ไฟล์มีสถานะสำหรับอ่านอย่างเดียว ถ้าต้องการแก้คืนเช่น attrib -r jojo.txt คำสั่ง : md คำอธิบาย : เป็นคำสั่งสำหรับสร้างไดเรกทอรี่ (โฟลเดอร์นั่นหละ) รูปแบบคำสั่ง : md ตามด้วยชื่อของไดเรกทอรีที่ต้องการสร้าง ตัวอย่างคำสั่ง : md kok อธิบายออปชั่น : ไม่มี เพิ่มเติม : เป็นคำสั่งง่ายๆ ครับลองทำดูซิครับ คำสั่ง : rd คำอธิบาย : เป็นคำสั่งสำหรับลบไดเรกทอรี่ รูปแบบคำสั่ง : rd ตามด้วยชื่อของไดเรกทอรี่ที่ต้องการลบ ตัวอย่างคำสั่ง : rd kok อธิบายออปชั่น : หามีไฟล์อยู่ในไดเรกทอรี่จะไม่สามารถทำการลบได้นะครับ ต้องทำการลบไฟล์ที่อยู่ภายในทิ้งเสียก่อนครับ เพิ่มเติม : หากต้องการลบไดเรกทอรี่แล้วมีไฟล์อยู่ด้านในหรือมีไดเรกทอรี่ซ้อนอยู่ ใช้คำสั่ง deltree ดีกว่าครับ คำสั่ง : del คำอธิบาย : คำสั่งสำหรับสั่งลบไฟล์ครับ รูปแบบคำสั่ง : del ตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการลบครับ ตัวอย่างคำสั่ง : del jojo.txt อธิบายออปชั่น : หากต้องการลบไฟล์ที่มีจำนวนมากๆ อยู่ในไดเรกทอรี่เดียวกัน คุณสามารถใช้คำสั่ง del *.* เพิ่มเติม : การสั่งลบไฟล์ หากไฟล์นั้นตั้ง attrib เป็น +r จะไม่สามารถลบได้ครับ ต้องแก้ attrib นั้นเสียก่อน Disk Defragmenterการใช้งาน Disk Defragmenter การทำ Defrag ฮาร์ดดิสก์หรือ Disk Defragmenter ก็คือการทำการจัดเรียงข้อมูลของไฟล์ต่าง ๆ ที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์ ให้มีความต่อเนื่องหรือเรียงเป็นระบบต่อ ๆ กันไป ประโยชน์ที่จะได้รับคือ ความเร็วในการอ่านข้อมูลของไฟล์นั้น จะมีการอ่านข้อมูล ได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นถ้าหากมีไฟล์ที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์ ที่มีการเก็บข้อมูลแบบกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อต้องการอ่าน ข้อมูลของไฟล์นั้น หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ก็จะต้องมีการเคลื่อนย้ายไปมาเพื่อทำการอ่านข้อมูลจบครบ หากเรามีการทำ Defrag ฮาร์ดดิสก์ แล้วจะทำให้การเก็บข้อมูลจะมีความต่อเนื่องกันมากขึ้น เมื่อต้องการอ่านข้อมูลนั้น หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์จะสามารถอ่านได้ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายหัวอ่านบ่อยหรือมากเกินไป จะทำให้ใช้เวลาในการอ่านได้เร็วขึ้นที่จริงแล้ว ยังมีโปรแกรมของบริษัทอื่น ๆ อีกหลายตัวที่สามารถทำการจัดเรียงข้อมูลให้มีความต่อเนื่องกันได้ เช่น Speed disk ของ Norton และอื่น ๆ อีกมาก แต่ในที่นี้จะขอแนะนำหลักการของการใช้โปรแกรม Disk Defragmenter ที่มีมาให้กับ Windows อยู่แล้ว ไม่ต้องไปค้นหาจากที่อื่น การเรียกใช้โปรแกรม Disk Defragmenter เรียกใช้โปรแกรม Disk Defragmenter โดยการกดเลือกที่ Start Menu เลือกที่ Programs และเลือก Accessories เลือกที่ System Tools และเลือก Disk Defragmenter การทำ Disk Defragment จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชม. ขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องและจำนวนข้อมูลบน Hard disk ดังนั้นก็นาน ๆ ทำสักครั้งก็พอ ไม่ต้องทำบ่อยนัก ถ้าสงสารฮาร์ดดิสก์ที่ต้องมีการทำงานที่หนัก ๆ มากครับ แนะนำว่า ถ้าไม่มีการลงโปรแกรมต่าง ๆ บ่อยนักก็ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่ถ้าหากรู้สึกว่าฮาร์ดดิสก์ทำงานช้าลงไป ก็ค่อยทำ ข้อควรระวังในการทำ Defrag
ขณะที่กำลังทำการ Defrag หากต้องการยกเลิกการทำงาน จะต้องกดที่ Stop เท่านั้น ห้ามปิดเครื่องหรือกดปุ่ม Reset เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ของคุณอาจจะสูญหายได้
ที่มาบทความ : ไม่ทราบ
Safe Modeการเข้าสู่ Safe Mode เป็นการแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นจากซอฟต์แวร์ เพราะในโหมดนี้จะข้ามการทำงาน Registry ,
ไดรเวอร์ของฮาร์ดแวร์ ดังนั้นขั้นตอนการบูตเข้า Safe Mode จึงไม่เสียหายจากการทำงานเหล่านี้ ดังนั้น จึงควรเรียนรู้การใช้งาน Safe Mode ด้วย เพราะจะช่วยแก้ปัญหาในหลายๆ เรื่องได้เป็นอย่างดี หากเครื่องมีปัญหาไม่สามารถบูตเข้าวินโดวส์ได้ จะแก้ปัญหาโดยการเข้าสู่ Safe Mode เช่น หากปัญหาที่เกิดจากการติดตั้งไดรเวอร์ ก็ให้เข้า Safe Mode แล้วเข้าไปลบไดรเวอร์ตัวนั้นทิ้งไป ซึ่งการเข้า Safe Mode ก็สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
ให้บูตเครื่องขึ้นมาใหม่ จากนั้นกดปุ่ม F8 บนคีย์บอร์ดย้ำ ๆ (หรือกดปุ่ม Ctrl ค้างไว้) แล้วจะปรากฏเมนูขึ้นมาดังนี้ 1. Normal
2. Logged (\ BOOTLOGE.TXT) 3. Safe Mode 4. Step-by-step confirmation 5. Command prompt only 6. Safe modecommand promt only ให้เลือกที่หัวข้อ 3 Safe Mode เท่านี้เราก็จะสามารถเข้า Safe Mode ได้แล้ว
ที่มาของบทความ : ไม่ทราบ
RAM (Random Access Memory)RAM ย่อมาจาก (Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น หน่วยความจำ ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้ เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า มาเลี้ยง ข็อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจำชนิดจะหายไปทันที หน่วยควมจำแรม ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนำออกข้อมูล (Output) โดยที่เนื้อที่ของหน่วยความจำหลักแบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่อไป 2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล 3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ 4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสังให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ Module ของ RAM RAM ที่เรานำมาใช้งานนั้นจะเป็น chip เป็น ic ตัวเล็กๆ ซึ่งส่วนที่เรานำมาใช้เป็นน่วยความจำหลัก จะถูกบัดกรีติดอยู่บนแผงวงจร หรือ Printed Circuit Board เป็น Module ซึ่งมีหลัก ๆ อยู่ 2 Module คือ SIMM กับ DIMM SIMM หรือ Single In-line Memory Module โดยที่ Module ชนิดนี้ จะรองรับ datapath 32 bit โดยทั้งสองด้านของ circuit board จะให้สัญญาณ เดียวกัน ความเป็นมาของ SIMM RAM ในยุคต้น ๆ ที่คอมพิวเตอร์เริ่มใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งส่วนมากมักเป็นคอมพิวเตอร์ ระดับบุคคล (prosonal computer:PC) ใช้ซีพียู 8088 หรือ 80286 หน่วยความจำ DRAM ถูกออกแบบให้ บรรจุอยู่ในแพคเกจแบบ DIP (dual in-line package) หรือที่เรียกว่าแบบตีนตะขาบเหมือนกับไอซีที่ใช้งานกันทั่วไป การใช้งานหน่วยความจำแบบนี้ จึงต้องมีการจัดสรรพื้นที่มากพอสมควร บนเมนบอร์ด ถ้าเคยเปิดฝาเรื่องดูภายในก็จะเห็นซ็อกเก็ตไอซีเหล่านี้ เรียงกันเป็นแถวเต็มไปหมด การเพิ่มหน่วยความจำชนิดนี้ทำได้ง่าย เพี่ยงแต่ซื้อ DRAM ตามขนาดความจุที่ต้องการมา เสียบลงใน ซ็อกเก็ตที่เตรียมไว้ และทำการติดตั้งจั๊มเปอร์อีกบางตัวหรือบางเครื่องอาจเพียงตั้งค่าในซอตฟ์แวร์ ไบออส (BIOS) ของเครื่องใหม่ เป็นอันเรียบร้อยใช้งานได้ทันที ครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น เทคนิคการแพคเกจชิพไอซีลงบนตัวถังทันสมัยมากขึ้น และเป็นที่รู้จักกันดีกับเทคโนโลยี อุปกรณ์ติดพื้นผิว ทำให้การติดตั้งหน่วยความจำหรือเพิ่มหน่วยความจำ ทำได้ยากขึ้นและต้องมีเครื่องมือเฉพาะ จึงได้มีการคิดค้น วิธีการใหม่ โดยการนำเอาตัวไอซี DRAM แบบ ติตั้งบนพื้นผิวไปติดบนแผงวงจรแผ่นเล็ก ๆ ก่อน แล้วจึงเดินลายทองแดงต่อขาจากตัวไอซี DRAM ออกมา และแยกเป็นขาเชื่อมต่อเอาไว้เมื่อต้องการจะติดตั้งก็นำเปเสียบลงในซ็อกเก็ตที่เตรียมไว้บนเมนบอร์ดได้ทันที โมดูลหน่วยความจำแบบนี้มีชื่อเรียกว่า ซิพแรม (SIP RAM : Single In-line Package RAM) แรมชนิดนี้จะมี 30 ขา การพัฒนายังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพื่อความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น จึงได้มีการออกแบบซ็อกเก็ต สำหรับหน่วยความจำชั่วคราว แบบใหม่ โดยออกแบบในลักษณะคอนเน็กเตอร์ที่ส่วนของลายทองแดงบนแผ่น วงจรของซิพแรมโดยตรง ทำให้สามารถตัดขาที่ยื่นออกมา จากตัวโมดูลได้ ดังนั้นจึงได้มีการตั้งชื่อเรียกใหม่ว่า แบบซิมแรม (SIMM RAM : Single In-line Memory Module RAM) ซิพแรมมีขาต่อใช้งาน 30 ขา เช่นเดียวกับซิมแรม และสัญญาณที่ต่อใช้งานแต่ละขาก็เหมือนกันด้วย DIMM หรือ Dual In-line Memory Module โดย Module นี้เพิ่งจะกำเนิดมาไม่นานนัก มี datapath ถึง 64 บิต โดยทั้งสองด้านของ circuite board จะให้สัญญาณที่ต่างกัน ตั้งแต่ CPU ตระกูล Pentium เป็นต้นมา ได้มีการออกแบบให้ใช้งานกับ datapath ที่มากว่า 32 bit เพราะฉะนั้น เราจึงพบว่าเวลาจะใส่ SIMM RAM บน slot RAM จะต้องใส่เป็นคู่ ใส่โดด ๆ แผง เดียวไม่ได้ Memory Module ปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบคือ 30-pin, 72-pin, 168-pin ที่นิยมใช้ในเวลานี้คือ 168-pin รายละเอียดของ RAM แต่ละชนิด Parity จะมีความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องของ ข้อมูล โดยจะมี bit ตรวจสอบ 1 ตัว ถ้าพบว่ามีข้อมูลผิดพลาด ก็จะเกิ system halt ในขณะที่แบบ Non-Parity จะไม่มีการตรวจสอบ bit นี้ Error Cheching and Correcting (ECC) หน่วยความจำแบบนี้ ได้พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เพราะนอกจากจะตรวจสอบว่ามีข้อมูลผิดพลาดได้แล้ว ยังสามารถแก้ไข bit ที่ผิดพลาดได้อีกด้วย โดยไม่ ทำให้ system halt แต่หากมีข้อมูลผิดพลาดมาก ๆ มันก็มี halt ได้เหมือนกัน สำหรับ ECC นี้จะเปลือง overhead เพื่อเก็บข้อมูล มากว่าแบบ Parity ดังนั้น Performance ของมันจึงถูกลดทอนลงไปบ้าง ชนิดและความแตกต่างของ RAM Dynamic Random Access Memory (DRAM) DRAM จะทำการเก็บข้อมูลในตัวเก็บประจุ (Capaciter) ซึ่งจำเป็นต้องมีการ refresh เพื่อ เก็บข้อมูล ให้คงอยู่โดยการ refresh นี้ทำให้เกิดการหร่วงเวลาขึ้นในการเข้าถึงข้อมูล และก็เนื่องจากที่มันต้อง refresh ตัวเองอยู่ตลอดเวลานี้เองจึงเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า Dynamic RAM Staic Random Access Memory (SRAM) จะต่างจาก DRAM ตรงที่ว่า DRAM ต้องทำการ refresh ข้อมูลอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะที่ SRAM จะเก็บข้อมูล นั้น ๆ ไว้ และจำไม่ทำการ refresh โดยอัตโนมัติ ซึ่งมันจะทำการ refresh ก็ต่อเมื่อ สั่งให้มัน refresh เท่านั้น ซึ่งข้อดีของมันก็คือความเร็ว ซึ่งเร็วกว่า DRAM ปกติมาก แต่ก็ด้วยราคาที่สูงว่ามาก จึงเป็นข้อด้อยของมัน Fast Page Mode DRAM (FPM DRAM) FPM นั้น ก็เหมือนกับ DRAM เพียงแต่ว่า มันลดช่วงการหน่วงเวลาขณะเข้าถึงข้อมูลลง ทำให้ มันมีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล สูงกว่า DRAM ปกติ ซึ่งโดยที่สัญญาณนาฬิกาในการเข้าถึงข้อมูล จะเป็น 6-3-3-3 (Latency เริ่มต้นที่ 3 clock พร้อมด้วย 3 clock สำหรับการเข้าถึง page) และสำหรับ ระบบแบบ 32 bit จะมีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุด 100 MB ต่อวินาที ส่วนระบบแบ 64 bit จะมีอัตรา การส่งถ่ายข้อมูลที่ 200 MB ต่อววินาที เช่นกัน ปัจจุบันนี้ RAM ชนิดนี้แทบจะหมดไปจากตลาดแล้วแต่ ยังคงมีให้เห็นบ้าง และมักมีราคา ที่ค่อนข้างแพงเมื่อเที่ยบกับ RAM รุ่นใหม่ ๆ เนื่องจากที่ว่าปริมาณใน ท้องตลาดมีน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ยังมีคนต้องการใช้แรมชนิดนี้อยู่ Extended-Data Output (EDO) DRAM หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือ Hyper-Page Mode DRAM ซึ่งพัฒนาขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยการที่มันจะอ้างอิง ตำแหน่งที่อ่านข้อมูล จากครั้งก่อนไว้ด้วย ปกติแล้วการดึงข้อมูลจาก RAM ณ ตำแหน่งใด ๆ มักจะดึงข้อมูล ณ ตำแหน่งที่อยู่ใกล้ ๆ จากการดึงก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้น ถ้ามีการอ้งอิง ณตำแหน่งเก่าไว้ก่อน ก็จะทำให้ เสียเวลาในการเข้าถึงตำแหน่งน้อยลง และอีกทั้งมันยังลดช่วงเวลาของ CAS latency ลงด้วย และด้วย ความสามารถนี้ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลดีขึ้นกว่าเดิมกว่า 40% เลยทีเดียว และมีความสามารถโดยรวมสูงกว่า FPM กว่า 15% EDO จะทำงานได้ดีที่ 66 MHzด้วย timming 5-2-2-2 และก็ยังทำงานได้ดีเช่นกัน แม้จะใช้งานที่ 83 MHz ด้วย Timming นี้และหากว่า chip EDO นี้ มีความเร็วที่สูงมากพอ (มากว่า 50ns) มันจะ สามารถใช้งานได้ ณ 100 MHz ที่ Tomming 6-3-3-3 ได้อย่างสบาย อัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุด ของ DRAM ชนิดนี้อยู่ที่ 264 MB ต่อวินาที EDO RAM ในปัจจุบันนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้แล้ว Burst EDO (BEDO) DRAM BEDO ได้เพิ่มความสามารถขึ้นมาจาก EDO เดิม คือ Burst Mode โดยหลังจากที่มันได้ address ที่ ต้องการ adress แรกแล้วมันก็จะทำการ generate อีก 3 address ขึ้นทันที ภายใน 1 สํญญาณนาฬิกา ดังนั้น จึงตัดช่วงเวลาในการรับ adress ต่อไป เพราะฉะนั้น Timming ของมันจึงเป็น 5-1-1-1 ณ 66 MHz BEDO ไม่เป็นที่แพร่หลาย และได้รับความนิยมเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เนื่องจากว่าทาง Intel ตัดสินใจใช้ SDRAM แทน EDO และไม่ได่ใช้ BEDO เป็นส่วนประกอบในการพัฒนา chipset ของตน ทำให้บริษัทผู้ผลิต ต่าง ๆ หันมาพัฒนา SDRAM แทน Synchronous DRAM (SDRAM) SDRAM จะต่างจาก DRAM เดิมตรงที่มันจะทำงานสอดคล้งกับสัญญาณนาฬิกา สำหรับ DRAM เดิมจะ ทราบตำแหน่งที่อ่าน ก็ต่อเมื่อเกิดทั้ง RAS และCAS ขึ้น แล้วจึงทำการไปอ่านข้อมูลโดยมีช่วงเวลาในการ เข้าถึงข้อมูล ตามที่เรามักจะได้เห็นบนตัว chip ของตัว RAM เลย เช่น -50, -60, -80 โดย -50 หมายถึง ช่วงเวลาเข้าถึง ใช้เวลา 50 นาโนวินาทีเป็นต้น แต่ว่า SDRAM จะใช้สัญญาณนาฬิกาเป็นตัวกำหนดการ ทำงานโดยจะใช้ความถี่ของสัญญาณเป็นตัวระบุ SDRAM จะทำงานตามสัญญาณนาฬิกาขาขึ้นเพื่อรอรับ ตำแหน่งข้อมูล ที่ต้องการให้มันอ่าน แล้วจากนั้นมันก็จะไปค้นหาให้ และให้ผลลัพธ์ออกมาหลังจากได้รับ ตำแหน่งแล้ว เท่ากับค่าของ CAS เช่น CAS 2 ก็คือ หลังจากรับตำแหน่งที่อ่านแล้วมันจะให้ผลลัพธ์ออกมา ภายใน 2 ลูกของสัญญาณนาฬิกา SDRAM จะมี Timming เป็น 5-1-1-1 ซึ่งแน่ มันเร็วพอ ๆ กันกับ BEDO RAM เลยที่เดียว แต่ว่ามันสามารถทำงานได้ ณ 100 MHz หรือมากว่า และมีอัตราการส่งถ่าย ข้อมูลสูงสุดที่ 528 MB ต่อวินาที DDR SDRAM (หรือ SDRAM II) DDR RAM นี้แยกออกมาจาก SDRAM โดยจุดที่ต่างกันหลัก ๆ ของทั้งสองชนิดนี้คือ DDR SDRAM นี้สามารถที่จะใช้งานได้ทั้งขาขึ้น และขาลง ขแงสัญญาณนาฬิกาเพื่องส่งถ่ายข้อมูล นั่นก็ทำให้อัตราส่งถ่าย เพิ่มขึ้นได้ถึงเท่าตัว ซึ่งมีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูสุดถึง 1 G ต่อวินาทีเลยทีเดียว Rambus DRAM (RDRAM) ชื่อของ RAMBUS เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท RAMBUS Inc. ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ยุค 80 แล้ว เพราะฉะนั้นชื่อนี้ ก็ไม่ได้เป็นชื่อที่ ใหม่อะไรนัก โดยปัจจุบันได้เอาหลักการของ RAMBUS มาพัฒนาใหม่ โดยการลด pin รวม static buffer และทำการปรับแต่งทาง interface ใหม่ DRAM ชนิดนี้ จะสามารถ ทำงานได้ทั้งขอบขาขึ้น และลงของสัญญาณนาฬิกา และเพียงช่องสัญญาณเดียว ของหน่วยความจำ แบบ RAMBUS นี้ มี Performance มากกว่าเป็น 3 เท่า จาก SDRAM 100 MHz แล้ว และเพียงแค่ช่อง สัญญาณเดียวนี้ก็มีอัตราการส่งถ่ายข้องมูลสูงถึง 1.6 G ต่อวินาที ถึงแม้ว่าเวลาในการเข้าถึงข้อมูลแบบ สุ่มของ RAM ชนิดนี้จะช้า แต่การเข้าถึงข้อมูลแบบต่อเนื่องจะเร็วมาก ๆ ซึ่งกาว่า RDRAM นี้มีการพัฒนา Interface และมี PCB (Printed Circuit Board) ที่ดี ๆ แล้วละก็รวมถึง Controller ของ Interface ให้ สามารถใช้งานได้ถึง 2 ช่องสัญญาณแล้วมันจะมีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลเพิ่มเป็น 3.2 G ต่อวินาที และหากว่าสามารถใช้ได้ถึง 4 ช่องสัญญาณก็จะสามารถเพิ่มไปถึง 6.4 G ต่อวินาที Synchronous Graphic RAM (SGRAM) SGRAM นี้ก็แยกออกมาจาก SDRAM เช่นกันโดยมันถูกปรับแต่งมาสำหรับงานด้าน Graphics เป็นพิเศษแต่โดยโครงสร้างของ Hardware แล้ว แทยไม่มีอะไรต่างจาก SDRAM เลย เราจะเห็นจากบาง Graphic Card ที่เป็นรุ่นเดียวกัน แต่ใช้ SDRAM ก็มี SGRAM ก็มี เช่น Matrox G200 แต่จุดที่ต่างกัน ก็คือ ฟังก์ชัน ที่ใช้โดย Page Register ซึ่ง SG สามารถทำการเขียนข้อมูลได้หลาย ๆ ตำแหน่ง ในสัญญาณนาฬิกาเดียว ในจุดนี้ทำให้ความเร็วในการแสดงผล และ Clear Screen ทำได้เร็วมาก และยังสามารถ เขียนแค่ บาง bit ในการ word ได้ (คือไม่ต้องเขียนข้อมูลใหม่ทั้งหมดเขียนเพียงข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง เท่านั้น) โดยใช้ bitmask ในการเลือก bit ที่จะเขียนใหม่สำหรับงานโดยปกติแล้ว SGRAM แทบจะไม่ ให้ผลที่ต่างจาก SDRAM เลย มันเหมาะกับงานด้าน Graphics มากกว่า เพราะความสามารถที่ แสดงผลเร็วและ Clear Screen ได้เร็วมันจึงเหมาะกับใช้บน Graphics Card มากกว่า ที่จะใช้บน System Video RAM (VRAM) VRAM ชื่อก็บอกแล้วว่าทำงานเกี่ยวกกับ Video เพราะมันถูกออกแบบมาใช้บน Dispaly Card โดย VRAM นี้ก็มีพื้นฐานมาจาก DRAM เช่นกัน แต่ที่ทำให้มันต่างกันก็ด้วยกลไกการทำงานบางอย่าง ที่เพิ่มเข้ามา โดยที่ VRAM นั้น จะมี serial port พิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก 1หรือ 2 port ทำให้เรามองว่ามันเป็น RAM แบบ พอร์ทคู่ (Dual-Port) หรือ ไตรพอร์ท (Triple-Port) Parallel Port ซึ่งเป็น Standard Interface ของมัน จะถูกใช้ในการติดต่อกับ Host Processor เพื่อสั่งการให้ ทำการ refresh ภาพขึ้นมาใหม่ และ Seral Port ที่เพิ่มขึ้นมา จะใช้ในการส่งข้อมูลภาพออกสู่ Display Windowns RAM (WRAM) WRAM นี้ ดู ๆ ไปล้วเหมือนกับว่า ถูกพัฒนาโดย Matrox เพราะแทบจะเป็นผู้เดียวที่ใช้ RAM ชนิดนี้ บน Graphics Card ของตน (card ตระกูล Millenium และ Millenium II แต่ไม่รวม Millenium G200 ซึ่งเป็น ซึ่งใช้ SGRAM ) แต่ในปัจจุบันก็เห็นมีของ Number 9 ที่ใช้ WRAM เช่นกัน ในรุ่น Number 9 Revolutuon IV ที่ใช้ WRAM 8M บน Crad WRAM นี้โดยรวมแล้วก็เหมือน ๆ กับ VRAM จะต่างกันก็ตรงที่ มันรองรับ Bandwith ที่สูงกว่า อีกทั้งยังใช้ระบบ Double-Buffer อีกด้วย จึงทำให้มันเร็วกว่า VRAM อีกมากทีเดียว หน่วยความจำหรือ RAM เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อคุณคิดจะใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นการพิจารณา เลือกซื้อคอมพิวเตอร์จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการ เลือกซื้อชนิดและปริมาณของหน่วยความจำด้วย
ความต้องการหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์นั้นนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็เนื่องมา จากความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้นโดยผู้ที่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถทำได้ หรือจะเป็นความต้องการทำงานในแบบมัลติมีเดียซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ความต้องการหน่วยความจำเพิ่มมากขึ้น วิธีการเลือกซื้อหน่วยความจำนั้นผู้ใช้ต้องคำนึงถึงซ็อกเก็ตใส่หน่วยความจำของบอร์ดว่า มีอยู่เท่าใด โดยปกติบอร์ดในปัจจุบันจะมีซ็อกเก็ตใส่แรม 4 ซ็อกเก็ต โดยเวลาใส่จะต้องใส่ เป็นคู่จึงจะสามารถใช้งานได้ ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการเพิ่มหน่วยความจำจึงต้องซื้อหน่วย ความจำที่มีขนาดความจุเท่ากัน 2 แผง แต่ก็อาจมีบอร์ดบางรุ่นที่มีซ็อกเก็ตแรม 6 หรือ 8 ซ็อกเก็ตซึ่งมีประโยชน์ในกรณีต้องการเพิ่มแรมในอนาคต จะสามารถทำได้อย่างยืดหยุ่นมากกว่า
ที่มาของบทความ : ไม่ทราบ What is Cache?
Cache นั้น ถ้าว่ากันตามหลักการ มันก็คือ หน่วยความจำชนิดหนึ่ง ซึ่งจะมีความเร็วในการเข้าถึง และการถ่ายโอนข้อมูล ที่สูง โดยจะมีหน้าที่ในการเก็บ พัก ข้อมูลที่มีการใช้งานบ่อยๆ เพื่อเวลาที่ CPU ต้องการใช้ข้อมูลนั้นๆ จะได้ค้นหาได้เร็ว โดยที่ไม่จำเป็น ที่จะต้องไปค้นหาจากข้อมูลทั้งหมด เปรียบเทียบกันง่ายๆ ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ แล้วเวลาที่เจอข้อความที่น่าสนใจ ก็ทำการจดบันทึกไว้ที่สมุด แล้วเมื่อเวลาต้องการ ข้อมูลนั้นๆ ก็สามารถค้นหาจากในสมุดจดได้ง่ายกว่า เปิดหาจากหนังสือทั้งเล่ม แน่นอน ข้อมูลที่จดลงในสมุดนั้น มีขนาดน้อยกว่า ในหนังสือแน่ๆ คงไม่มีใครที่จะลอกข้อมูล ทุกบันทัด ทุกหน้าของหนังสือ ลงในสมุดจดเป็นแน่แท้ เรามาว่ากันถึงเรื่อง Cache ของเรากันต่อดีกว่า จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในปัจจุบัน เราจะพบการใช้งาน Cache อยู่ 2 แบบ นั่นก็คือ Memory Cache และ Disk Cache โดยที่หลักการทำงานของทั้ง 2 ชนิดนี้ก็คล้ายๆ กัน กล่าวคือ Disk Cache นั้น จะเป็นการอ่านข้อมูลที่ต้องการใช้งานเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก เมื่อ CPU มีการเรียกใช้งาน ก็จะเข้าไปค้นหาในหน่วยความจำหลักก่อน หากว่าไม่พบจึงจะไปค้นหาใน Harddisk ต่อไป และ ในกรณีของ Memory Cache นั้น ก็เป็นอีกลำดับขั้นหนึ่งถัดจาก Disk Cache นั่นก็คือ จะทำการดึงข้อมูลที่มีการเรียกใช้งานบ่อยๆ เข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำ ขนาดเล็ก ที่มีความไวสูงกว่าหน่วยความจำหลัก เมื่อ CPU ต้องการใช้งาน ก็จะมองหาข้อมูลที่ต้องการที่ หน่วยความจำขนาดเล็กนั้นก่อน ก่อนที่จะเข้าไปหาในหน่วยความจำหลักที่ มีการเข้าถึงและการส่งถ่ายข้อมูลที่ช้ากว่าต่อไป และ หน่วยความจำขนาดเล็กๆ นั้น เราก็เรียกมันว่า Cache นั่นเอง สำหรับในบทความนี้ เราจะพูดถึงเรื่อง Memory Cache กันอย่างเดียว เพราะฉะนั้นผมจะขอเรียกแค่สั้นๆว่า Cache ก็ขอให้เป็นอันเข้าใจตรงกันนะครับ ว่ามันหมายถึง Memory Cache
Cache นั้น ตำแหน่งของมัน จะอยู่ระหว่าง CPU กับ หน่วยความจำหลัก โดยมันจะทำการดึง หรือ เก็บข้อมูลที่มีการเรียกใช้งานบ่อยๆ จากหน่วยความจำหลัก ซึ่งความไวในการอ่าน หรือ ส่งถ่ายข้อมูลจาก Cache ไปยัง CPU หรือ จาก CPU ไปยัง Cache นั้น จะทำได้เร็วกว่า จากหน่วยความจำหลักไปยัง CPU หรือจาก CPU ไปยังหน่วยความจำหลัก มาก เพราะทำด้วย SRAM ซึ่งมีความไวสูง และมีราคาแพงกว่าหน่วยความจำของระบบที่เป็น DRAM อยู่มาก และก็เพราะราคาที่แพงนี้ ทำให้ขนาดของ Cache ที่ใช้ในระบบ จึงมีขนาดน้อยกว่าหน่วยความจำหลักอยู่มากเช่นกัน DRAM หรือ Dynamic RAM นั้นจะทำการเก็บข้อมูลในตัวเก็บประจุ ( Capacitor ) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการ refresh เพื่อ เก็บข้อมูลให้คงอยู่ โดยการ refresh นี้ ทำให้เกิดการหน่วงเวลาขึ้นในการเข้าถึงข้อมูล และก็เนื่อง จากที่มันต้อง refresh ตัวเองอยู่ตลอดเวลานี้เอง จึงเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า Dynamic RAM ส่วน SRAM นั้นจะต่างจาก DRAM ตรงที่ว่า DRAM จะต้องทำการ refresh ข้อมูลอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะที่ SRAM จะเก็บข้อมูลนั้นๆ ไว้ และจะไม่ทำการ refresh โดยอัตโนมัติ ซึ่งมันจะทำการ refresh ก็ต่อเมื่อ สั่งให้มัน refresh เท่านั้น ซึ่งข้อดีของมัน ก็คือความเร็ว ที่เร็วกว่า DRAM ปกติมาก แต่ก็ด้วยราคาที่สูงกว่ามาก จึงเป็นข้อด้อยของมันเช่นกัน จากที่กล่าวมาข้างต้น ก็ดูเหมือนว่า Cache นั้น มีความสำคัญ ต่อความเร็วของระบบอยู่ไม่ใช่น้อย แล้วทำไมเราถึงเพิ่งจะให้ความสำคัญกับมันล่ะ? เพราะว่า เพิ่งมีการใช้ Cache กับ CPU รุ่นใหม่ๆ อย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย จริงๆแล้ว เรามีการใช้ Cache มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่รุ่น 80486 ซึ่งสมัยนั้นทาง Intel ก็ได้เริ่มมีการใส่ Cache ให้กับ CPU ของตน โดยเริ่มใส่ขนาด 8KB ในรุ่น 486DX-33 และ ได้ทำการเพิ่มเป็น 16KB ในรุ่น 486DX4 เป็นต้นมา ซึ่ง Cache ที่ใส่ไปนั้น ได้ใส่เข้าไปในแกนหลักของ CPU เลย ทำให้การติดต่อระหว่าง CPU กับ Cache นั้น ทำได้เร็วมาก และมีการใช้ Cache อีกขั้นหนึ่ง โดยใส่ไว้ที่ Mainboard ซึ่งจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า แต่ช้ากว่า Cache ที่ใส่ไว้ในแกน CPU เมื่อ CPU ต้องการข้อมูลใดๆ ก็จะทำการค้นหาจาก Cache ที่อยู่ภายในแกน CPU ก่อน หากว่าพบข้อมูลที่ต้องการ ( เรียกว่า Cache Hit ) ก็จะดึงข้อมูลนั้นๆ มาใช้งานได้เลย แต่หากไม่พบ ( เรียกว่า Cache Miss ) ก็จะทำการค้นหาในส่วนของ Cache ที่อยู่บน Mainboard ต่อไป และ หากว่ายังไม่พบอีก ก็จะไปค้นหาในหน่วยความจำหลักต่อไปอีกขั้น และหากว่าในหน่วยความจำหลักนั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ต้องการ ก็จะไปค้นหาต่อใน Harddisk ต่อไป ด้วยตำแหน่งในการเก็บ Cache ที่ต่างกัน และ ลำดับขั้นในการเรียกใช้งานต่างกัน จึงเรียก Cache ที่อยู่ในแกนของ CPU ว่า Internal Cache หรือ Level 1 Cache ( L1 Cache ) และ เรียก Cache ที่อยู่บน Mainboard นั้นว่าเป็น External Cache หรือ Level 2 Cache ( L2 Cache ) ต่อมา ใน CPU รุ่น Pentium ของ Intel นั้น ก็ได้ทำการแบ่ง Cache ภายใน ออกเป็น 2 ส่วนเพื่อแยกการทำงานกัน ซึ่งก็ได้แบ่งจาก 16KB นี้ ออกเป็น 8KB เพื่อใช้ เก็บคำสั่งต่างๆ เรียกว่า Instruction Cache และ อีก 8KB เพื่อใช้เก็บข้อมูลต่างๆ เรียกว่า Data Cache และต่อมา CPU ในรุ่น Pentium II ของทาง Intel นั้น ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการเก็บ Cache ระดับ 2 ซึ่งจากปกติจะจัดเก็บไว้ บน Mainboard ก็ทำการย้าย มาเก็บไว้บน Package เดียวกับ CPU ( CPU Intel Pentium II นั้น จะมีลักษณะเป็น Cartridge แผ่นกว้างๆ มี CPU อยู่ตรงกลางและ เก็บ Cache ไว้ข้างๆ แล้วรวมกันเป็น Package เดียวกัน เรียกว่า Single Edge Contact Cartridge หรือ SECC แต่ก็ยังคงเรียก Cache ที่อยู่บน SECC ว่าเป็น External Cache หรือ Level 2 Cache เช่นเดิม เพราะยังคง อยู่ภายนอกตัว CPU เพียงแค่อยู่บน Package เดียวกันเท่านั้น แต่ด้วยราคาที่สูงมากของ CPU Pentium II ในสมัยที่เพิ่งวางตลาดนั้น ทำให้มีผู้ที่มีอำนาจในการซื้อมาใช้งานน้อย ทาง Intel จึงได้ตัด Cache ระดับ 2 ออก จาก Pentium II เพื่อลดต้นทุนการผลิต และ เปลี่ยนรูปแบบ Package ให้ดูบางลง แล้วเรียก CPU ใหม่นี้ว่า Celeron และ เรียก Package ของ Celeron ว่า Single Edge Processor Package จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาแล้วว่า Cache นั้นมีราคาสูง เพราะฉะนั้น เมื่อตัด Cache ระดับ 2 ออกทำให้ราคาของ Celeron ถูกกว่า Pentium II อยู่มาก และ ทาง Intel ก็หวังจะใช้ Celeron ที่ราคาถูกนั้น ตีตลาดระดับกลาง และ ระดับล่าง แต่แล้วก็ฝันสลาย เพราะ Celeron ที่ไม่มี Cache นั้น ในด้านการเล่นเกมส์ ที่ไม่มีการเรียกใช้ Cache เท่าไร ทำคะแนน หรือ มีความสามารถ เทียบเท่ากับ Pentium II ที่ระดับความเร็วเท่าๆ กัน แต่ ในงานด้าน Office Application เช่น Microsoft Word, Microsoft Excell กลับทำได้แย่มากๆ จากที่เห็นก็คือ Celeron ที่ความเร็ว 300 MHz นั้น เมื่อใช้งานกับ Application ดังกล่าว กลับช้ากว่า Pentium MMX 233 เสียอีก ทำให้ Celeron รุ่นดังกล่าวไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก ทาง Intel จึงได้ผลิต Celeron รุ่นใหม่ที่ได้เติม Cache ระดับ 2 เข้าไปด้วย โดยให้มีขนาดเพียง 1/4 ของ Pentium II แต่ให้ทำงานด้วย ความเร็วเท่ากับ ความเร็วของ CPU ( Cache ระดับ 2 ของ Pentium II นั้นจะทำงานที่ความเร็วเพียงครึ่งหนึ่งของความเร็ว CPU ) และเพียงแค่เพิ่ม Cache ระดับ 2 เข้าไปนี้เอง ผลคะแนนที่ได้จากการทำงานกับ Application ดังกล่าวนั้น กลับเพิ่มขึ้นมามาก ต่างจาก รุ่นเดิมที่ไม่มี Cache อย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นจุดหนึ่งละนะ ที่ทำให้ Cache เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น
Copyright 1999. BeyondXtreme-ByX's eXtreme. All Rights Reserved.
"น่านนนน~~น่ะซี่" เมื่อกี๊ดูรายการ ข่าวข้นคนข่าว ประเด็นร้อนวันนี้ไม่พ้นเรื่องอภิปรายในสภา ส่วนเรื่องในสภาประเด็นร้อนก็หนีไม่พ้นเรื่องเขาพระวิหารอะแหละ รายการข่าวข้นเค้าก็ตัดบางช่วงบางตอนในสภามาให้ดูให้ฟัง ฟังอยู่ช่วงนึงแล้วตะหงิดๆใจไงไม่รู้แฮะ ตอนที่...ร้อยตำรวจเอกเฉลิม (ขออภัยที่เอ่ยนาม) พูดในสภาช่วงนึงว่า (อาจจะไม่ตรงทุกคำพูด) "ไทยแพ้คดีเขาพระวิหารที่ศาลโลกไปแล้ว 45 ปี แล้วกัมพูชาเค้าจะเอาไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เค้าจะทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของเค้า เราจะไปยุ่งทำไม!!" ผมฟังประโยคนี้แล้วก็นึกในใจ "น่านนนน~~น่ะซี่ กูก็ว่า แม่งจะไปยุ่งกับเค้าทำมั้ยยยย เค้าจะทำอะไรก็เรื่องของเค้าเด้ โดยเฉพาะรมต.กระทรวงการต่างประเทศ (นพดล) จะไปเซ็นให้เค้าทำม้ายยยยย ให้มันเป็นเรื่องขึ้นมา มีนอกมีในอะไรกันป่าวค้าบ ได้ผลประโยชน์อะไรอ๊ะเป่าค้าบ เหอๆ สรุปรัฐมนตรีแม่งด่ากันเองซะงั้นอะ" ขำว่ะ!!!
วิเคราะห์ข่าวโดย KokoE PS. Workshop Lv. 25 วิธีตัดรูปอย่างง่าย (Extract)
วิธีนี้เป็นวิธีตัดรูปออกมาซึ่งมีข้อดีคือง่ายและรวดเร็ว แต่ข้อเสียก็คือ ความคมชัดของรูปที่ตัดออกมาได้นั้นจะแหว่งไปบ้างบางส่วนไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงไม่เหมาะกับรูปที่มีความซับซ้อนของสีมาก คือ ใช้สำหรับตัดรูปที่มีสีแบ๊กกราวกับสีของสิ่งที่เราจะตัดออกมาแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนนั่นเอง ลองดูนะครับมันไม่ยากเลย
Step 1
เปิดรูปในโปรแกรม Photoshop จากนั้นที่เมนูบาร์ให้เลือก Filter >> Extract... หรือกด Ctrl + Alt + X จะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมา Step 2
เลือกเครื่องมือทางซ้ายรูปปากกา Edge Highlighter Tool (B) Step 3
วาดไฮไลท์รอบๆรูปที่เราต้องการจะตัดออกมา เอาแค่คร่าวๆก่อน เดี๋ยวเราต้องมาแต่งอีกทีหลัง (วาดให้มาบรรจบกัน ให้จุดเริ่มและจุดสิ้นสุดมาต่อกัน)
Step 4
จากนั้นเลือกเครื่องมือ Fill Tool (G) ข้างล่างเครื่องมืออันมะกี๊ แล้วเทสีลงไปใสส่วนที่เราวาดไฮไลท์ล้อมรอบเอาไว้ Step 5
คลิกที่ปุ่ม Preview เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็กด OK ออกมา ![]() (คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่) Step 6
ใช้เครื่องมือ
ที่กล่องเครื่องมือ ให้วาดเส้น Selection ในส่วนทียังตัดออกไปไม่หมด(ลากจากจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดให้มาบรรจบกันให้เกิดเส้น Selection แล้วกดปุ่ม Delete ให้ส่วนนั้นหายไป) หรือใช้เครื่องมือ ลบส่วนที่ตัดออกไปไม่หมดออก
รับน้องโหด
ใครเลือกมันมาวะ?ใครเลือกมันเข้ามาบริหารประเทศวะ?
ใครเลือกมันเข้ามาบริหารประเทศวะ?
ใครเลือกมันเข้ามาบริหารประเทศวะ?
ใครเลือกมันเข้ามาบริหารประเทศวะ?
ใครเลือกมันเข้ามาบริหารประเทศวะ?
วันๆไม่ทำงานทำการจ้องแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ พักนี้ไม่ได้ดูข่าวซักเท่าไหร่ ไม่สนใจการเมืองด้วย แต่ได้ยินข่าวแต่ละวันๆ มีแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ กะชุมนุมประท้วงปิดถนน... มันอะไรนักหนาวะเนี่ย? ใครเลือกมันเข้ามาบริหารประเทศวะ?
ของที่หาดูได้ยาก
เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า ... เกิดไม่ทันใช้ ฮ่าๆๆ ล้อเล่น เคยใช้พิมพ์งานตอนม.ปลาย
จอฟ้ามรณะ
จอฟ้ามรณะ เป็นคำที่ได้ยินทีไรก็ขนลุกทุกทีเลยครับ มันเสียววูบ 555+ ตั้งแต่ผมเล่นคอมพ์มาเคยเจอเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า จอฟ้ามรณะทั้งหมด 4 ครั้ง |
|
|